หาคนทำงานที่ใช่ ด้วยการลงประกาศรับสมัครงานผ่านสื่อออนไลน์

Job Search

หากเป็นเมื่อก่อนอยากรู้ข่าวสารอะไร สิ่งที่บอกเราได้คือหนังสือพิมพ์ และ สื่อโทรทัศน์ แต่ในปัจจุบันสื่อออนไลน์  เข้ามายึดพื้นที่ในการให้ข้อมูลข่าวสารและยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนข่าวสารอีกด้วย ไม่พ้นแม้แต่เรื่องใกล้ตัวของคนหางาน อย่าง การลงประกาศรับสมัครงาน

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการรับข่าวสาร  องค์การที่ต้องการคนทำงานก็ต้องปรับตัวในการเข้าถึงช่องทางต่างๆที่จะส่งสารไปยังคนหางาน  การสรรหาพนักงานเข้ามาร่วมงานกับองค์การนั้นจึงจะใช้เพียงวิธีการประกาศรับสมัครงานในรูปแบบสื่อออฟไลน์อย่างเดียวไม่ได้แล้ว

สื่อออนไลน์(Online Media) ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์(website) เฟสบุ๊ค (Facebook) ไลน์ (Line) อินสตาแกรม (Instagram)  ทวิตเตอร์ (Twitter) ได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของพวกเราทุกคนเป็นอย่างมาก และสื่อที่ใช้ผ่านสมาร์ทโฟนมักมีอิทธิพลมาก เพราะ สมาร์ทโฟนคือปัจจัยที่หกอย่างแท้จริงในการดำเนินชีวิต

หน้าที่สำคัญจึงมาตกที่ HR ที่จะต้องแสวงหาความรู้ในการบริหารจัดการเพื่อใช้การสรรหาผ่านช่องทางสื่อออนไลน์  เพื่อให้การสรรหาพนักงานมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ ซึ่งหมายถึงการได้ผู้สมัครงานที่ตรงตามความต้องการ  ในเวลาที่กำหนด รวมไปถึงบริหารจัดการงบประมาณในการสรรหาได้อย่างมีเหตุผล  สำหรับการลงประกาศรับสมัครงานผ่านสื่อออนไลน์นั้น ฝ่าย HR ต้องพิจารณาในประเด็นต่อไปนี้

  1. กำหนดคุณสมบัติให้มีความชัดเจนและละเอียดเพื่อให้เตรียมการจัดทำสื่อออนไลน์  ในการลงประกาศรับสมัครงาน ควรมีรายละเอียดดังนี้   ระบุชื่องานและลักษณะงานให้ชัดเจน รวมถึงระบุลักษณะ คุณสมบัติของบุคคลนั้นๆ ที่องค์การต้องการ  ต้องการพนักงานที่มีประสบการณ์มาก่อนหรือไม่หรือต้องการ ความสามารถ ความชำนาญ อะไรเป็นพิเศษ ต้องมีบุคลิกลักษณะอย่างไร
  2. นำเสนอสร้างภาพลักษณ์ของกับองค์กรในประกาศรับสมัครงาน ในสื่อที่ออกไปต้องสะท้อนให้เห็นชื่อเสียง ลักษณะขององค์กร Vision Mission ของผู้บริหาร นโยบายต่างๆ และอีกหลายๆ ที่จะทำให้พนักงานที่จะสมัครงานทราบและเข้าใจ ถ้าอยากให้เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วควรจัดทำในรูปแบบมัลติมีเดียทั้งภาพและเสียงที่เข้าใจได้ง่าย จะทำให้สะดวกต่อการสื่อสารและความเข้าใจได้รวดเร็วขึ้น
  3.  การเลือกสื่อออนไลน์ในการประกาศรับสมัครงาน  ช่องทางการสรรหาพนักงานทางสื่อออนไลน์ อันดับที่ 1 ยังคงเป็น Internet Job boards เป็นเว็บไซต์ในการหางาน สมัครงาน ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีและได้รับความน่าเชื่อถือ  อันดับที่ 2 Social Professional Networks ซึ่งได้แก่ Social Media ในแต่ละประเทศที่ได้รับความนิยม เช่น Facebook อย่างเป็นทางการขององค์การ เว็บไซต์ขององค์กร   ทั้งนี้ต้องทำให้เกิดการเข้าถึงช่องทางบนมือถือ (Mobile Compatibility)  โดยมีช่องทางประชาสัมพันธ์ในการรับประกาศพนักงาน ที่รองรับการใช้งานบนมือถือ หรือผ่านทาง Mobile Application ที่ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android
  4. สร้างความน่าสนใจให้มีการ Like, Share, Follow ประกาศรับสมัครงาน เพื่อให้ถึงตัวบุคคล ที่เราต้องการให้มาร่วมงาน  เช่น การจัดกิจกรรมในการหาคนทำงานที่เป็น Talent โดยมีโครงการให้ประกวดความสามารถเพื่อทำการคัดเลือกคนทำงานพร้อมให้รางวัลผู้ที่ได้รับคัดเลือก
  5. บริหารค่าใช้จ่ายและเวลาอย่างเหมาะสม สื่อออนไลน์หลายอย่างเปิดให้ใช้ฟรีและมีประสิทธิภาพแต่หากต้องการผลลัพธ์ที่ดีกว่าอาจมีค่าใช้จ่ายต้องพิจารณาเลือกสื่อที่สามารถสื่อสารได้ตรงเป้าหมายและคุ้มค่าต่อเงินที่เสียไป

บทบาทของ HR ยุคใหม่ ที่มากกว่า หาพนักงาน ทำเงินเดือน และดูแลสวัสดิการ

HR

หากคุณมองภาพการทำงานของ HR เป็นเพียงฝ่ายงานสนับสนุน ที่ทำงานเอกสาร หาพนักงาน ทำเงินเดือน ดูแลสวัสดิการ จัดอบรม เหมือนอดีตก็อาจต้องมาปรับมุมมองกันใหม่ เพราะคน HR ในยุคนี้มีหน้าที่ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้คนทำงาน  ดูแลพนักงานมากกว่าการให้เงินเดือน และสวัสดิการ ด้วยการสร้างปฏิสัมพันธ์กับพนักงาน คนทำงาน HR จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานในยุคดิจิทัล  เรามาดูกันว่าขอบข่ายงานและทักษะของคน HR ที่ต้องมีในยุคที่โลกกำลังอยู่ในสถาการณ์ที่เป็น Disruptive World นั้นต้องเป็นคน HR ในแบบไหน

  1. คน HR ต้องมีความรู้เรื่องโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Line, IG, Twitter  ต้องสามารถใช้ประโยชน์จากสื่อเหล่านี้ เพื่อการ หาพนักงาน การตรวจสอบประวัติผู้เข้าสมัครงาน ใช้เพื่อการสื่อสารกับพนักงานสำหรับแจ้งข่าวสารต่างๆได้ รวมถึงใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารกิจกรรมต่างๆให้พนักงานรับรู้
  2. HR ยุคนี้ต้องไม่ตกเทรนด์ ต้องก้าวตามให้ทันยุคสมัย โดยใช้เครื่องมือที่ชาญฉลาดมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนงาน HR เช่น ในการหาพนักงาน การสัมภาษณ์งาน การจัดหลักสูตรในการพัฒนาพนักงาน
  3. คน HR ต้องสามารถประยุกต์ใช้หลักการตลาดอย่างชาญฉลาด ทักษะการตลาดกำลังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ HR ยุคใหม่ไปแล้ว เพราะคนรุ่นใหม่มีการเลือกงานกันมากขึ้น และมีปัจจัยหลายอย่างในการพิจารณางาน ไม่ว่าจะเป็น สวัสดิการ,สถานที่ตั้งสำนักงาน, สภาพแวดล้อม เป็นต้น ทักษะการตลาดจะช่วยให้ HR สามารถนำเสนอข้อมูลต่างๆเหล่ามาใช้ เพื่อดึงดูดใจกลุ่ม Talent สนใจร่วมงานกับองค์การมากขึ้น
  4. HR ต้องไม่ตกหล่นความรอบรู้ด้าน IT เทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆจะช่วยให้งาน HR สะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมเงินเดือนที่ การใช้โปรแกรมเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล  การฝากข้อมูลด้วยระบบ Cloud Computing สิ่งเหล่านี้เพิ่มคุณค่าให้งาน HR ได้มากทีเดียว
  5. HR ต้องคิดวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างเฉียบแหลม การดูแลพนักงานและมองหาผู้เหมาะสมในการเข้ามาทำงานใหม่ ต้องมีการตัดสินใจที่เด็ดขาดเฉียบคม ซึ่งต้องมาจากทักษะการวิเคราะห์และตัดสินใจที่ดี อีกทั้งต้องวิเคราะห์แนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นกับองค์การ เช่น ความจำเป็นในการหาพนักงานเพิ่ม หรือ การลดพนักงาน การวิเคราะห์ความต้องการในการเรียนรู้ของพนักงานเพื่อนำไปสู่การพัฒนาพนักงาน เป็นต้น

หากคุณคือ HR รุ่นใหม่ต้องหมั่นสำรวจตัวเอง และแสวงหาโอกาสเรียนรู้เพื่อเติมเต็มเพื่อเพิ่มทักษะที่กล่าวมานี้ หากทำได้การก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ และเป็น HR ในยุค 4.0 ที่พร้อมต่อการสนับสนุนการขับเคลื่อนองค์การไม่ใช่เรื่องยากเลย  จงรับรู้ไว้ว่าวันนี้ HR เป็นได้มากกว่าคนหลังบ้านที่คอยทำงานสนับสนุนองค์การ แต่คุณสามารถสร้าง Value ให้กับองค์การด้วยการพัฒนาส่วนงานของตนเองและทำหน้าที่ในการพัฒนาทุนมนุษย์ให้กับองค์การ


ประกาศสมัครงาน แบบไหนนะที่ดึงดูดใจคนหางาน

Job Hunting

ประกาศสมัครงาน  ในปัจจุบันนั้นไม่ได้มีเฉพาะที่เป็น Hard Copy แต่ยังปรากฏใน Digital Platform อย่างไรก็ตามรูปแบบของประกาศสมัครงาน   ก็ไม่สำคัญเท่าเนื้อหาที่ปรากฏในประกาศสมัครงาน  หากเนื้อหาไม่สามารถดึงดูดใจผู้หางานสนใจได้ ก็ยากที่จะดึงดูดคนสมัครงาน วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ ในการสร้างประกาศสมัครงาน  ที่ดี มารวบรวมไว้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งกับฝ่ายนายจ้างที่ต้องการประกาศสมัครงาน และผู้หางานที่จะใช้พิจารณาว่าประกาศสมัครงาน  นี้ดีหรือไม่เพราะองค์การใดที่ใส่ใจเรื่องประกาศสมัครงาน  ก็มีแนวโน้มว่าองค์การนั้นเป็นองค์การที่น่าสนใจ ว่าแล้วมาดูเลยว่าประกาศสมัครงานที่ดีควรมีคุณสมบัติใดบ้าง

  1. แสดงถึงความชัดเจนของเนื้อหา ต้องมีการบรรยายหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องทำตามจริง ระบุคุณสมบัติ ทักษะ และลักษณะของผู้สมัครงานที่ต้องการจริง ๆ เพื่อที่จะได้ผู้สมัครที่ตรงกับคุณสมบัติที่ต้อการจริงๆอย่าเขียนคุณสมบัติกว้างเกินไปเพราะบางครั้งคนมาสมัครงานแล้วถูกปฏิเสธมันเป็นการเสียเวลาทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ ต้องไม่ใส่ข้อกำหนดมากเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้หางานไม่กล้าสมัครเนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้งานเพราะคุณสมบัติไม่ครบทุกข้อตามที่กำหนด
  2. ใช้คำโปรยให้โดดเด่น กรณีที่คุณต้องการผู้สมัครงานที่มีลักษณะเฉพาะ รายละเอียดงานจะต้องจับความสนใจผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว การใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ เห็นแล้วสะดุดตากระตุ้นให้อยากสมัคร เช่น หากคุณรักการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ งานนี้อาจเป็นของคุณ  หรือ หากคุณพร้อมสำหรับความท้าทายเชิญร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งในงานของเรา
  3. สะท้อนวัฒนธรรมองค์กร เพื่อเป็นการสร้าง Branding ให้องค์การ โดยการใส่รูปบริษัท ลิงก์เว็บไซต์บริษัท และลิงก์โซเชียลมีเดียของบริษัท นอกจากช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแล้ว ยังช่วยให้ผู้หางานได้เห็นและสัมผัสถึงวัฒนธรรมองค์กร เพื่อสามารถตัดสินใจได้ว่าเขามีลักษณะที่เข้ากับองค์กรได้หรือไม่
  4. ระบุช่วงเงินเดือนให้ชัดเจน ข้อนี้มีความสำคัญต่อผู้หางาน ดังนั้น ไม่ควรเขียนเพียง “เงินเดือนตามความสามารถ” แต่ควรเขียนช่วงเงินเดือนที่บริษัทสามารถจ่ายได้ ให้ผู้หางานเห็นช่วงเงินเดือนที่บริษัทเสนอ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันก่อนตัดสินใจ
  5. ความเรียบง่ายยังคงเป็นจุดสำคัญที่ไม่ควรมองข้าง ควรที่จะบอกขั้นตอนการสมัครงานง่าย ๆ ว่าจะสมัครงานนั้นได้อย่างไร และเอกสารอะไรบ้างที่ต้องการ เช่น เรซูเม่ จดหมายสมัครงาน ตัวอย่างผลงาน พร้อมระบุชื่อผู้ติดต่อให้ชัดเจน
  6. นำเสนอประกาศสมัครงานในช่องทางที่มีประสิทธิภาพ ต้องเลือกลงประกาศงานกับเว็บไซต์หางานที่เป็นแหล่งรวมผู้สมัครงานคุณภาพ เพื่อลดจำนวนใบสมัครงานที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและเวลาในการคัดกรองผู้สมัครให้ได้คนที่ใช่ในเวลาอันสั้นที่สุด

แผนกงานต้อนรับส่วนหน้าในโรงแรม อีกหนึ่งงานบริการลูกค้าที่สำคัญ

Front Office

เวลาที่เราไปพักผ่อนที่โรงแรมสิ่งที่เราคาดหวังก็คือการบริการที่ดีเยี่ยมตั้งแต่ความรู้สึกแรกที่ไปถึงโรงแรม ซึ่งฝ่ายงานที่ทำหน้าที่ในการต้อนรับก็คือ แผนกงานต้อนรับส่วนหน้าในโรงแรมหรือ Front Office นั่นเอง ส่วนงานนี้เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดแผนกหนึ่งในโรงแรม มีหน้าที่เป็นตัวแทนของโรงแรมในการบริการแขก ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการทุกอย่างให้เป็นขั้นเป็นตอนเพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้กับผู้ลูกค้าของโรงแรม

สำหรับคนหางานที่รักงานบริการ และมองหางาน บริการลูกค้า  เราอยากแนะนำให้รู้จักกับงาน  ต้อนรับส่วนหน้าในโรงแรมหรือ Front Office ส่วนงานนี้มีโครงสร้างงานต่างกันไปตามขนาดและความซับซ้อนในการบริหารของแต่ละโรงแรม แต่โดยทั่วไปแผนกงานต้อนรับส่วนหน้าในโรงแรม (Front Office) จะประกอบไปด้วย

  1. ผู้จัดการแผนกต้อนรับส่วนหน้า (Front Office Manager)  หรือ FO เป็นผู้จัดการที่คอยสั่งการและประสานงานให้กิจกรรมของงานส่วนหน้าทั้งหมดออกมามีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่ง FO จะเป็นคนกลางคอยรับคำสั่งจากผู้บริหารระดับสูงและนำมากระจายงานให้กับพนักงานทั่วไปอีกที ซึ่งความรับผิดชอบของ FO คือ รับสมัครพนักงาน ฝึกสอน ตรวจสอบ และ ควบคุม สมาชิกทุกคนในทีมงานบริการส่วนหน้าของโรงแรม รวมไปถึงการตั้งเป้าหมาย กำหนดค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน และประเมินคุณภาพการทำงานของสมาชิกในทีม
  2. พนักงานยกกระเป๋า(Bell Boy) มีหน้าที่ช่วยยกกระเป๋าให้กับแขกตั้งแต่แขกมาถึงโรงแรมจนกระทั่งเข้าห้องพัก
  3. พนักงานเก็บเงิน (Cashier) แคชเชียร์มีหน้าที่เก็บเงินและเคลียบิลของแขกที่มาใช้บริการ ลงรายการค่าใช้จ่ายต่างๆเข้าไปในFolioของแขกระหว่างที่แขกเข้าพัก เตรียมเอกสารในการเก็บเงินต่างๆก่อนแขกเช็คเอาท์
  4. พนักงานต้อนรับ(Receptionist) มีหน้าที่คอยต้อนรับแขกของโรงแรม ทำเช็คอินและเช็คเอาท์ให้แขก ให้ข้อมูล จำหน่ายห้อง และ กุญแจให้แก่แขกที่เช็คอิน
  5. พนักงานสำรองห้องพัก (Reservation Agent) มีหน้าที่ยืนยันการจองเมื่อแขกจองห้องพักเข้ามาจากช่องทางต่างๆ ขายบริการต่างๆเพิ่มเติมเมื่อเหมาะสม จัดทำรายการแขกเข้าแขกออก และรายงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆให้แก่ผู้บังคับบัญชา
  6. พนักงานรับโทรศัพท์ (Telephone Operator) คอยรับสายและจัดการสายต่างๆ ทั้งเข้าและออก รวมทั้งควบคุมระบบโทรศัพท์ในกรณีที่ต้องโทรปลุกแขก ตอบคำถามต่างๆเกี่ยวกับโรงแรมทางโทรศัพท์
  7.  พนักงานเปิดประตู (Door Attendant) ทำหน้าที่เปิดประตูรถ ประตูโรงแรมเมื่อแขกมาถึง คอยช่วยเหลือและบริการแขกที่หน้าประตูโรงแรม
  8.  ผู้ตรวจสอบกลางคืน (Night Audit) เป็นผู้ที่ทำงานในเวลากลางคืน คอยตรวจสอบรายการต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างวันให้มีความถูกต้อง พร้อมทั้งจัดเตรียมรายงานต่างๆ รวมไปถึงการบริการแขกระหว่างคืน

หากใครที่หางาน บริการลูกค้า อยู่และชอบงานโรงแรมนี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการประกอบอาชีพ สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะหางาน บริการลูกค้า ในส่วนของฝ่ายงานต้อนรับส่วนหน้าในโรงแรมหรือ Front Office ต้องมีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ และจะดีมากหากสื่อสารภาษาที่สามได้ เช่น ภาษาจีน หรือ ภาษาญี่ปุ่น แน่นอนต้องมีใจรักในการบริการมีความอดทน สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี เพราะบางครั้งต้องรับมือกับความต้องการไม่สิ้นสุดของลูกค้า


ควรเขียนเรซูเม่ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษดี ในการยื่นใบสมัครงาน

ขั้นตอนของการสมัครงานสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการเตรียม resume  ในการสมัครงาน สำหรับข้อมูลในส่วนนี้เปรียบเหมือนการแนะนำข้อมูลแบบสั้นๆของผู้สมัครเพื่อให้เป็นที่สนใจ ในการเตรียมข้อมูลของการทำเรซูเม่จึงมีความสำคัญเพราะข้อมูล resume นี้เป็นหน้าด่านแรกที่จะใช้ในการแนะนำตัวให้ดูน่าสนใจจนถึงขั้นตอนผ่านเข้าไปสู่รอบการสัมภาษณ์งาน ซึ่งทุกคนหวังว่าทางบริษัทจะติดต่อกลับ ดังนั้นควรเลือกการเตรียม resume ในแบบที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถเรียกความน่าสนใจวันนี้เราจึงมีข้อมูลเพื่อนำเสนอในการพิจารณาต่อไป

สำหรับการเตรียม เรซูเม่ มีอยู่2แบบคือแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งทั้ง2แบบมีความสำคัญแตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริษัทที่เราต้องการทำการสมัครงานเป็นหลักเพราะเป็นตัวบ่งบอกถึงรูปแบบในการเตรียม เช่นบริษัทที่เราต้องการสมัครงานเป็นบริษัทที่มีรูปแบบการทำธุรกิจเน้นการติดต่อกับต่างประเทศ ซึ่งสายงานธุรกิจที่ต้องเน้นการใช้ภาษาส่วนใหญ่นิยมตรวจสอบ resume ภาษาอังกฤษเพราะรูปแบบงานจะต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักจำเป็นต้องหาพนักงานที่มีการสื่อสารภาษาอังกฤษได้พอสมควรเนื่องจากเอกสารต่างๆในการทำงานการติดต่อกับลูกค้า จะเป็นภาษาอังกฤษ หากเราเลือกทำ resumeภาษาอังกฤษ

 

ทางฝ่ายบุคคลจะให้ความสนใจในการ resumeของเราก่อนที่จะเลือก resumeที่เป็นภาษาไทย เพราะเป็นการคัดกรองพนักงานเบื้องต้น จากนั้นจึงจะทำการอ่านข้อมูลใน resumeเพื่อเช็คประวัติการศึกษาและประวัติการทำงาน หากเราสามารถทำเรซูเม่ออกมาได้น่าสนใจและเหมาะกับตำแหน่งงาน โอกาสที่จะได้รับเลือกเข้ามาสัมภาษณ์งานจึงมีความเป็นไปได้สูง และหากเป็นบริษัทที่เน้นการทำธุรกิจภายในประเทศติดต่อประสานงานกับหน่วยงานในไทยมากกว่าการเลือกทำเรซูเม่เป็นภาษาไทย

 

จึงเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อความสะดวกในการอ่านข้อมูลประวัติของผู้สมัคร สำหรับในส่วนนี้เราควรตัดสินใจจากบริษัทที่เราจะทำการสมัครงานเพื่อตรวจสอบว่าธุรกิจเป็นการดำเนินการลักษณะไหนเพื่อให้สามารถเตรียมได้อย่างถูกต้องและอีกหนึ่งความสำเร็จที่เป็นกุญแจสำคัญทำให้เราได้รับเลือกในการเรียกสัมภาษณ์งานนั่นก็คือการแสดงข้อมูลตัวตนและประวัติที่น่าสนใจของตัวผู้สมัครเพื่อให้ทางบริษัทเห็นถึงความสามารถและอยากได้เราร่วมทำงาน

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในลักษณะไหนการศึกษาพื้นฐานและรูปแบบธุรกิจของบริษัทนั้นเป็นเรื่องที่เราควรทำเสมอเพราะนอกจากจะช่วยตัดสินใจในการเลือกสมัครงานกับบริษัทที่มีอนาคตที่มั่นคง ยังช่วยในเรื่องการตัดสินใจเลือกทำ resume เพื่อใช้ในการสมัครงานและทางเลือกที่ดีที่สุดเราควรเตรียมรูปแบบทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อให้สามารถพร้อมใช้งานได้ทันทีหรือหากใครไม่มั่นใจว่าจะส่งแบบไหน แนะนำให้ส่งทั้งสองภาษาเพื่อให้ทางฝ่ายบุคคลพิจารณาได้ตามความต้องการเพียงเท่านี้โอกาสในเส้นทางการทำงานของคุณก็จะสดใสเพราะการเตรียมตัวที่ดีย่อมส่งผลทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก